สมอง

 

 

 

1) ภาวะสมองเสื่อมคืออะไร ?

            เป็นเวลานานนับศตวรรษ ที่มนุษย์เราได้มีความพยายามที่จะหาวิธีทำให้ตัวเองฉลาดขึ้น  หรือหายาทำให้สมองดี แต่ก็ยังไม่ประสพผลสำเร็จ ตรงกันข้ามคนส่วนใหญ่ เมื่อมีอายุมากขึ้นจะพบว่ามีความจำเลวลง,  หลงลืม  หรือบุคลิกภาพและอารมณ์ผิดแผกไปจากปรกติ บางรายเป็นมากจนจัดว่าเป็นโรคขึ้นมา ซึ่งเรียกว่า ภาวะสมองเสื่อม.

            ใน ปัจจุบันประชากรผู้สูงอายุมีจำนวนเพิ่มขึ้นมากมายในโลก เนื่องจากมนุษย์มีอายุยืนยาวกว่าเดิม แม้แต่ในประเทศไทยเอง เดิมคนไทยมีอายุเฉลี่ยราว 45 ปี ในปัจจุบันผู้ชายไทยมีอายุเฉลี่ยยืนยาวถึง 63 ปี และผู้หญิง 64 ปี. ประชากรผู้สูงอายุในโลก ในบางแห่งจึงมีการทวีจำนวนเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงกว่าอัตราเกิดของทารก    ดังนั้นภาวะสมองเสื่อมนี้เป็นสาเหตุสำคัญที่สุดอันหนึ่งที่ทำให้ผู้สูงอายุทั่วโลกมีความพิการ และพึ่งตนเองไม่ได้.

 

2). ภาวะสมองเสื่อมพบบ่อยแค่ไหน ?

            จาก การศึกษาทางระบาดวิทยา ถึงสถิติของความชุกชุมของภาวะสมองเสื่อมในประชากรโลก พบว่าอยู่ในอัตราสูงถึง 5-8 เปอร์เซนต์ของผู้อายุเกิน 65 ปี และจะมีอัตราเป็นโรคสูงถึง 20  เปอร์เซนต์ และถ้าอายุเกิน 90 ปี จะพบถึงครึ่งหนึ่งที่มีภาวะสมองเสื่อมเกิดขึ้น

            ในประเทศไทยพบว่ามีประชากรอายุเกิน 60 ปี ถึง 3 ล้าน 1 แสนคน คิดเป็นเปอร์เซนต์  ได้ร้อยละ 5.7 ของประชากรไทย (พ.ศ.2532)  ดังนั้นกลุ่มประชากรกลุ่มนี้จึงมีความโน้มเอียงสูงที่จะเกิดภาวะสมองเสื่อมได้.

            ภาวะ สมองเสื่อมนี้ไม่เฉพาะเกิดแต่ในผู้สูงอายุเท่านั้น ในประชากรที่อายุน้อยก็อาจเกิดภาวะนี้ได้เช่นกัน ซึ่งมักจะมีสาเหตุมาจากโรคพันธุกรรม, โรคการติดเชื้อของสมอง (เช่นเยื่อหุ้มสมองอักเสบ, สมองอักเสบจากไวรัส), สารพิษ และโรคหลอดเลือดสมองเป็นต้น ซึ่งจะได้กล่าวโดยละเอียดในเรื่องสาเหตุของโรคต่อไป.

 

3). พยาธิสภาพของภาวะสมองเสื่อมเป็นอย่างไร ?

            เป็น ที่ทราบกันดีว่าสมองของคนเรานั้น เป็นอวัยวะที่ได้พัฒนามาสูงสุดของร่างกายมนุษย์เรา และมีความสลับซับซ้อนในการทำงานมากที่สุด เซลล์สมองเป็นเซลล์ที่มีความจำเพาะมาก    และเปราะบางที่สุด.  ในคนปรกติมีเซลล์สมองมากมายนับเป็นพันๆ ล้านตัว เซลล์เหล่านี้เมื่อตายไปจะไม่มีการงอกมาทดแทนได้ เช่นอวัยวะอื่นๆ  ดังนั้นปริมาณและจำนวนเซลล์สมองที่ทำหน้าที่ในคนปรกติ จะมีการลดจำนวนลงเรื่อยๆเมื่ออายุเพิ่มขึ้น ขบวน��การนี้ถือว่าเป็นธรรมชาติอันเกิดมาจากความชราภาพ  บางคนมีเซลล์สมองตายไปวันละ 1,000 ตัว บางคน 10,000 ตัว ซึ่งไม่เท่ากันแล้วแต่เหตุปัจจัยที่มาส่งเสริมเช่น การดื่มเหล้า, การอักเสบของสมอง, สมองขาดเลือดหรือน้ำตาล   ยาหรือพิษบางชนิด   และภาวะชักต่างมีผลทำให้เกิดการสูญเสียของเซลล์สมองมากกว่าคนปรกติทั่วไป. 

            ในผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อมจะพบว่ามีปริมาณ หรือจำนวนเซลล์ของสมองที่ทำงานลดลง

อย่างมากมายอย่างเห็นได้ชัดเจนในกล้องจุลทรรศน์. จึงทำให้มีปัญหาด้านความจำ, ความคิด, อารมณ์และบุคลิกภาพของตนผิดไปจากเดิมอย่างมาก. นอกจากนี้ยังอาจพบว่ามีใยของประสาทในสมองพันกันยุ่งเหยิงเต็มไปหมดอีกด้วย.

 

4). มีภาวะอื่นๆ อะไรบ้างที่อาจทำให้ผู้ป่วยมีอาการคล้ายกับภาวะสมองเสื่อม ?

            ก่อนที่จะบ่งชี้ว่าคนใดเป็นภาวะสมองเสื่อม  แพทย์หรือคนดูแลผู้ป่วยจำเป็นต้องแยก

ภาวะ 3 ภาวะต่อไปนี้ที่อาจมีอาการและอาการแสดงคล้ายคลึงกับภาวะสมองเสื่อมได้ อันได้แก่

            ก). ผู้ป่วยที่สับสน เช่นเกิดขึ้นภายหลังชัก, หมดสติหรือเป็นลม, ได้รับยานอนหลับหรือยากล่อมประสาท หรือยากระตุ้นประสาทบางอย่าง, ผู้สูงอายุที่มีไข้สูงหรือผู้ที่หอบเหนื่อย และมีออกซิเจนไปสมองไม่พอ, ผู้ป่วยเบาหวานที่มีระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ, ผู้ป่วยที่ช็อคหรือเสียเลือดมากๆ หรือแม้กระทั่งผู้ที่ไม่ได้พักผ่อนติดต่อกันนานหลายๆวัน.

            ข). ผู้ป่วยที่เพ้อคลั่ง เช่นเกิดจากโรคพิษสุราเรื้อรัง, ติดยาเสพย์ติด, ติดยานอนหลับ, โรคตับพิการ, โรคไตพิการ, โรคสมองอักเสบ หรือแม้แต่ได้รับสารพิษทางเคมีเข้าร่างกายเป็นต้น.

            ค). โรคท้อแท้หรือซึมเศร้า ในผู้ป่วยที่หมดหวังทอดอาลัยตายอยากในชีวิต, ท้อแท้อยากฆ่าตัวตายจากความผิดหวัง หรือปัญหาชีวิต ในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ป่วยของโรคทางจิตเวชวิทยา.  ซึ่งจำเป็นต้องรีบแก้ไขและรักษาโดยด่วน   มิเช่นนั้นจะมีโอกาสสูงในการทำลายตัวเองหรือผู้อื่น.

 

5). สาเหตุของภาวะสมองเสื่อมเกิดจากอะไรบ้าง ?

            ในผู้สูงอายุสาเหตุสมองเสื่อมที่พบบ่อยๆมีสาเหตุ 2 ประการ คือ

            1. โรคหลอดเลือดสมอง  หรือโรคอัมพาต ไม่ว่าจะเกิดจากชนิดหลอดเลือดตีบ หรืออุดตัน หรือแตกก็ตาม โรคนี้พบราว 20% ของผู้ป่วย

            2. โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer’sdisease) เป็นโรคสมองเสื่อมที่พบบ่อยที่สุด และจะมีอาการเลวลงเรื่อยๆ คือ ราว 70-80% ของผู้ที่มีสมองเสื่อม โรคนี้จะเป็นสาเหตุทำให้สมองฝ่ออย่างรวดเร็ว  และมีปัญหาด้านความจำ, การพูด, ความคิด, การกระทำ, อารมณ์, การดำรงชีพ และบุคลิกภาพผิดไปอย่างชัดเจน  ในปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุของโรคนี้แน่นอนว่าเกิดจากสิ่งใด มีหลายคนสันนิษฐานว่าเกิดจากพันธุกรรม,  การติดเชื้อ,สารพิษตลอดจนระบบภูมิต้านทาน. งานวิจัยเกี่ยวกับโรคนี้กำลังดำเนินรุดหน้าไปเรื่อยในปัจจุบัน ทั้งในยุโรปและสหรัฐอเมริกา.

 

6). ภาวะสมองเสื่อมสามารถรักษาให้หายได้หรือไม่ ?

            ในปัจจุบันพบว่าภาวะสมองเสื่อมในผู้ป่วยทุกอายุ อาจจำแนกได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ คือ

            1. ภาวะสมองเสื่อมที่รักษาได้ผลดี.

            2. ภาวะสมองเสื่อมที่รักษาได้ผลเพียงบางส่วน.

            3. ภาวะสมองเสื่อมที่ยังรักษาไม่หายในปัจจุบัน.

 

            ภาวะสมองเสื่อมที่รักษาได้ผลดี ซึ่งพบได้ราว 5-10% ของผู้ป่วยทั้งหมดสามารถจำแนกได้ตามสาเหตุดังนี้.

            1. ภาวะเลือดคั่งที่ผิวสมอง การผ่าตัดเอาเลือดออกก็จะหายจากโรคสมองเสื่อมได้.

            2. ภาวะโพรงสมองโต การผ่าตัดใส่ท่อให้โพรงสมองแฟบลงก็จะหายจากภาวะสมอง

               เสื่อมได้.

            3.โรคลมชักที่ไม่ได้รับการควบคุมรักษาที่ดีและถูกต้อง เพราะการชักแต่ละครั้งจะทำ

               ให้เซลล์สมองตายไปเป็นจำนวนนับหมื่นๆตัว.

            4. โรคขาดวิตามินบี

            5. โรคของต่อมธัยรอยด์ สร้างฮอร์โมนน้อย

            6. โรคเยื่อสมองอักเสบ เช่นจากวัณโรคสมอง, เชื้อรา, พยาธิสมองเป็นต้น.

            7. โรคซิฟิลิสขึ้นสมอง

            8. โรคเนื้องอกสมองบางชนิดที่ฐานสมอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรงที่เกิด        มาจากเยื่อหุ้มสมอง.

            9. โรคพิษสุรา หรือได้รับสารพิษต่อสมองต่างๆ

            10. โรควิลสัน ซึ่งเกิดจากพันธุกรรมเนื่องจากมีสารตะกั่วคั่งในสมองและตับ.

 

            ภาวะสมองเสื่อมกลุ่มนี้ทั้งหมดจำเป็นจะต้องได้รับการวินิจฉัยโดยเร็ว  เพื่อ จะได้ให้การรักษาโดยตรงที่ถูกต้องได้อย่างทันท่วงที เพื่อสมองจะได้ไม่ถูกทำลายไปมาก เพราะถ้ารักษาได้ไวและถูกต้องผู้ป่วยจะกลับคืนมาสู่สภาพปรกติได้  ถ้ารักษาช้าอาจจะมีความพิการของสมองหลงเหลืออยู่ได้.

 

            ภาวะสมองเสื่อมที่รักษาได้ผลเพียงบางส่วน ในกลุ่มนี้อาจมีสาเหตุจาก

            1. โรคเนื้อสมองตายหลายตำแหน่งจากการอุดตันของหลอดเลือดแดงในสมอง.

            2. สมองขาดออกซิเจน หรือกลูโคส.

            3. โรคเมาหมัดในนักมวย  หรือผู้ที่มีอุบัติเหตุทางสมองโดนกระทบกระแทก 

               หรือกระเทือนสมองบ่อยๆ

            4. โรคสมองอักเสบจากไวรัส

            5. โรคเนื้องอกสมองที่กระจายมาจากมะเร็งที่อื่นของร่างกาย

            6. โรคปลอกหุ้มใยสมองเสื่อม โรคกลุ่มนี้ยังไม่ทราบสาเหตุแน่นอนในคนไทยพบน้อย

               แต่ในประเทศหนาวพบมาก เป็นสาเหตุทำให้คนหนุ่มสาวในต่างประเทศพิการกันมาก.

 

            ภาวะสมองเสื่อมที่ยังรักษาไม่หายในปัจจุบัน. โรคกลุ่มนี้พบบ่อยเช่นกันโดยเฉพาะในผู้สูงอายุ สาเหตุของโรคกลุ่มนี้ได้แก่

            1. โรคอัลไซเมอร์

 

            2.โรคพิคส์  คล้ายๆกับโรคอัลไซเมอร์ ซึ่งยังไม่ทราบสาเหตุและทำให้สมองฝ่อได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน แต่ผิดกันที่พยาธิสภาพในสมองแตกต่างกัน

            3.โรคสมองถูกทำลายจากเชื้อไวรัสชนิดเจริญช้า โรคนี้พบได้น้อยในบ้านเรา และผู้ป่วยมักจะเกิดอาการชักแบบกระตุก, สมองเสื่อมและมักเสียชีวิตหมดภายในเวลาเพียง 1-2 ปี.

            4. โรคเอดส์เข้าสู่สมอง.

            5. โรคพันธุกรรม เช่น โรคฮันติงตัน, โรคสมองน้อยและไขสันหลังฝ่อในระยะท้ายๆ จะมีอาการสมองเสื่อมได้.

 

7). การวินิจฉัยภาวะสมองเสื่อมทำได้อย่างใด ?

            โดยปรกติแพทย์ทั่วไปหรือประสาทแพทย์  มักจะเป็นผู้ให้การวินิจฉัยภาวะสมองเสื่อมโดยอาศัยข้อมูลจากประวัติ, ระยะเวลาเป็นโรค, อาการ, อาการแสดง, ประวัติครอบครัว. การตรวจร่างกายทางระบบประสาทโดยละเอียด และการสืบค้นหาสาเหตุของโรคดังกล่าว  ซึ่งอาจประกอบด้วย  การเจาะเลือด,  การเอกเรย์,  การตรวจคลื่นสมอง, การเจาะตรวจน้ำไขสันหลัง,  การตรวจคอมพิวเตอร์สมอง, การตรวจการไหลเวียนของเลือดสู่สมอง และการตรวจชิ้นเนื้อสมองโดยการผ่าตัดพิสูจน์.

            ขบวนดังกล่าวโดยมากมักจำเป็นต้องให้ผู้ป่วยมารับการตรวจในโรงพยาบาล และเฝ้าสังเกตอาการพร้อมทั้งเริ่มให้การรักษาในระยะแรกไปด้วยกัน.

 

8). ภาวะสมองเสื่อมรักษาได้อย่างไร ?

            โดยปรกติหลักการรักษาภาวะสมองเสื่อมประกอบด้วยหลักใหญ่ 3 ประการ คือ

            1. รักษาโรคต้นเหตุของภาวะสมองเสื่อม

            2. รักษาตามอาการแบบประคับประคอง

            3. การให้ยาบำบัดรักษา

 

            การ รักษาโรคต้นเหตุของภาวะสมองเสื่อม เป็นหัวใจที่สำคัญยิ่งและต้องรีบกระทำโดยเร็วและทันท่วงทีแล้วแต่ชนิดของ สาเหตุต่างๆกันจึงจะได้ผลดีดังกล่าวแล้ว

 

            การ รักษาตามอาการแบบประคับประคอง นับว่าเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ญาติผู้ดูแลสามารถช่วยเหลือผู้ป่วยให้มีความ สุข ไม่วุ่นวายหรือเกิดอุบัติเหตุอันตรายต่างๆได้. ในรายที่มีอาการทางอารมณ์รุนแรงเอะอะโวยวายหรือวุ่นวายมากๆ  ก็ จำเป็นต้องให้ยาช่วยระงับจิตใจผู้ป่วย โดยมากนิยมใช้ยากลุ่มกล่อมประสาทหลัก เช่น ฮาโลเพอริดอล เป็นต้น ขนาดยาและระยะเวลาที่ให้จำเป็นต้องอยู่ในความควบคุมของแพทย์  เพราะยากลุ่มนี้แม้จะทำให้ผู้ป่วยสงบได้ดีก็ตามแต่ก็มีผลแทรกซ้อนมาก.  ยากลุ่มลดความกังวล เช่นไดอะซิแปม ก็อาจจำเป็นในบางรายเพื่อควบคุมอารมณ์  และบุคลิกภาพตลอดจนทำให้นอนหลับได้อย่างปรกติ. พบว่าราว  10-15% ของผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมจะมีอาการซึมเศร้าหรือท้อแท้ร่วมด้วย การให้ยาแก้ไข โดยจำเพาะเป็นสิ่งจำเป็นยิ่ง. สำหรับการดูแลรักษาความสอาดของร่างกาย,ที่อยู่อาศัย, สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมเป็นสิ่งที่ญาติและผู้ดูแลจำเป็นต้องช่วยเหลือ. การออกกำลังกายประจำเป็นสิ่งสมควรต้องทำทุกวัน,  เพื่อป้องกันการรีบเกร็งของกล้ามเนื้อและการติดของข้อ.

 

     การ ให้ยาบำบัดรักษาภาวะสมองเสื่อม ในปัจจุบันได้มีการพัฒนาตัวยาต่างๆ มากมาย ในการรักษาโรคนี้ เริ่มจากวิตามินต่างๆตลอดจนฮอร์โมนที่เคยใช้กันมากในอดีต ในปัจจุบันพบว่าไม่ได้ผลดีแต่อย่างใด.  ยา 2 กลุ่มที่แพทย์นิยมใช้ในผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมได้แก่

            1. ยาขยายหลอดเลือดสมอง ยากลุ่มนี้ให้เพื่อหวังผลให้เลือดไปสู่สมองเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามผลของยากลุ่มนี้ปรากฏว่าให้ผลการรักษาที่ยังไม่น่าพอใจนัก ยกเว้นกลุ่มผู้ป่วยที่มีเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอเพียงบางรายที่อาจได้ผล บ้าง.

            2. ยาช่วยการทำงานของสมอง  ยากลุ่มนี้มีฤทธิ์ทำให้เซลล์สมองที่เหลืออยู่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น  แม้ จะไม่สามารถทำให้เซลล์สมองเพิ่มขึ้นก็ตาม จากการศึกษาทดลองให้ยากลุ่มนี้ในผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อมชนิดโรคอัลไซเมอร์ พบว่าหลังให้ยากลุ่มนี้จะทำให้บุคลิกภาพ และการทดสอบต่างๆทางจิตเวชศาสตร์ดีขึ้นทั้งในด้านความจำและการเรียนรู้ยาใน กลุ่มนี้จึงนิยมใช้กันในปัจจุบัน ยาที่ใช้ได้แก่

            ก) Ergoloidmesylate.

            ข) Piracetam.

            ค) Pyritinol.

            ง) Lecithin. เป็นต้น

 

9). การพยากรณ์โรคสมองเสื่อมเป็นอย่างไร ?

            โดย ปรกติการทำนายภาวะ หรือพยากรณ์โรคสมองเสื่อมนั้นขึ้นอยู่กับสาเหตุของโรคในผู้ป่วยกลุ่มที่เกิด จากโรคที่สามารถรักษาต้นเหตุได้ จะมีการพยากรณ์โรคดีมาก. ส่วนในกลุ่มผู้ป่วยที่เกิดจากโรคที่รักษาไม่หายในปัจจุบัน, มักจะมีการดำเนินต่อไปของโรคโดยจะมีอาการของโรคลดลงเรื่อย ๆ. การรักษาทางยามักจะเพียงช่วยประทังอาการของโรคเท่านั้น, แต่การรักษาตามอาการของโรคจะมีบทบาทสำคัญยิ่ง. การดูแลผู้ป่วยและยอมรับของญาติเป็นปัจจัยที่มีส่วนอย่างมากในการพยากรณ์ของ โรคในระยะยาว,  เนื่อง จากผู้ป่วยกลุ่มนี้มักจะมีอายุยืนนานใกล้เคียงกับคนปรกติทั่วไป. ส่วนสาเหตุการสูญเสียชีวิตในผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อม มักจะเกิดจากโรคแทรกซ้อนต่างๆ เช่นการอักเสบของปอด, การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ, การติดเชื้อที่แผลนอนทับและโรคหลอดเลือดหัวใจ เป็นต้น.

 

            โดยสรุปภาวะสมองเสื่อมเป็นภาวะที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ  ซึ่งจำเป็นต้องหาสาเหตุทุกราย,  เพราะ การวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงทีในระยะแรกจะทำให้ผู้ป่วยสามารถฟื้นตัว กลับคืนมาสู่สภาพปรกติได้ สำหรับผู้ป่วยที่อยู่ในกลุ่มที่สมองฝ่อโดยไม่ทราบสาเหตุที่แน่นอน การรักษาโดยการประคับประคองและรักษาตามอาการจะมีบทบาทที่สำคัญยิ่ง. ส่วนการรักษาทางยาในปัจจุบันสามารถช่วยทำให้ผู้ป่วยดีขึ้นได้บ้าง, แต่ไม่สามารถหยุดขบวนการเสื่อมของสมองได้.  ขณะนี้มีงานวิจัยใหม่ๆกำลังดำเนินงาน,  เพื่อหาทางรักษาผู้ป่วยโรคกลุ่มนี้อยู่ทั่วโลก  จึงหวังว่าในอนาคตมนุษย์เราจะสามารถหาทางพิชิตโรคสมองเสื่อมได้ในที่สุด.

 

ความดีกับความชั่วหากมีจิตคิดชั่วไม่ประกอบกรรมดี คิดไปข่มขืนลูกเมียคนอื่น ทำให้การสมรสของผู้อื่นต้องพังทลาย ลง ทำลายชื่อเสียงของผู้อื่น อิจฉาริษยาเมื่อเห็นผู้อื่นมีปัญหา กระทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ตน โดยไม่คำนึงถึง

ความดีกับความชั่ว

หากมีจิตคิดชั่วไม่ประกอบกรรมดี คิดไปข่มขืนลูกเมียคนอื่น ทำให้การสมรสของผู้อื่นต้องพังทลาย ลง ทำลายชื่อเสียงของผู้อื่น อิจฉาริษยาเมื่อเห็นผู้อื่นมีปัญหา กระทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ตน โดยไม่คำนึงถึง ความเดือดร้อนของผู้อื่น เพื่อให้ครอบครัวตนร่ำรวย หรือเมื่อไม่สมเจตนารมณ์ตนก็โทษฟ้าดิน โทษฝน โทษลม กล่าวร้ายนักปราชญ์ ทำลายพระรูป และเหยียดหยามสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ฆ่าวัวควายและสุนัข เอาหนังสือ หรือนังสือ พิมพ์ไปเช็ดน้ำอุจจาระ หรือสิ่งที่สกปรก เอาอิทธิพลหรือความร่ำรวยของตนไปข่มเหงผู้บริสุทธิ์และคนยากจน ยุแหย่บิดามารดา หรือพี่น้องของผู้อื่นให้เกิดความแตกร้าวกินใจกัน ไม่เชื่อสัจธรรม ประพฤติตนเยี่ยงโจร ปล้น ฆ่า ข่มขืน ไม่เกรงกลัวต่อบาป ไม่ละอายต่อฟ้าดิน ชอบมีชีวิตฟุ้งเฟ้อ ชอบโอ้อวดไม่รู้จักประหยัด ไม่ขยันหมั่น เพียรในหน้าที่การงาน ไม่เสียดายพืชผลกินทิ้งกินขว้าง ไม่รู้จักบุญคุณคน ไม่เพียงแต่หลอกลวงตัวเอง ยังหลอก ลวงจิตใจ ทั้ง ๆ ที่จิตของตนรู้ว่า อะไรดีอะไรชั่ว ค้าขายไม่ยุติธรรม ชอบโกงตาชั่ง ตั้งตนเป็นศาสดา หลอกลวง ให้เห็นผิดเป็นชอบว่า สามารถนำพาผู้คนไปสู่สวรรค์ได้ ทำทุกวิถีทางทั้งทางตรง และทางอ้อม ขอเพียงได้หลอก ลวงทรัพย์สินของผู้อื่นมาเป็นของตน ชอบบิดพริ้วความจริง พูดจาไม่อยู่ในร่องในรอย บนบานต่อฟ้าดินแต่ลับ หลังวางแผนทำลายผู้อื่น ขาดคุณธรรม ทวนกระแสนิยม ไม่เชื่อว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว นำพาผู้อื่นไปทางชั่ว ไม่ยอมทำความดี วัน ๆ ทำแต่สิ่งชั่วร้าย สามานย์ชอบเล่นลิ้นก่อคดีความ

การประพฤติชั่วร้ายนี้ ผล คือ จะได้รับภัยพิบัติจากอุทกภัยและอัคคีภัย ขโมยปล้นจี้ โรคร้าย ลูก หลานโง่เขลาและบุตรชายเกิดจะเป็นโจร บุตรีเกิดเป็นหญิงชั่ว ตัวเองก็อายุสั้น บ้านแตกสาแหรกขาด ผลกรรม นี้จะสัมฤทธิ์ผลในชาตินี้เป็นอย่างเร็ว ไม่ก็ตกอยู่กับลูกหลานตน สิ่งศักดิ์สิทธิ์ตรวจสอบอย่างละเอียด ไม่มีการ ผิดพลาดแม้แต่นิด ความดีกับความชั่วในสองทางนี้ จะแบ่งแยกถึงความโชคดีและเคราะห์กรรม ทำดีย่อมได้ดี ทำชั่วย่อมได้ชั่ว ผลกรรมตอบสนอง การกล่าวของข้าฯ นี้ หวังว่าผู้คนทั้งหลายจะปฏิบัติตาม ถึงแม้เป็นคำพูดตื้น ๆ แต่ก็เป็นประโยชน์ต่อกายและจิตใจ หากมีใครพูดจาเยาะหยัน จะได้รับโทษจากข้าฯ โดยคมมีดของข้า ฯ ผู้ที่ หมั่นอ่านคัมภีร์นี้ จะแคล้วคลาดจากเคราะห์ร้าย และความมั่งมีศรีสุขจะมาเยือน ขอบุตรได้บุตร มีอายุยืนนาน มั่งมีด้วยโภคทรัพย์และชื่อเสียง ปราถนาสิ่งใดในทางถูกต้องจะได้สมหวังทุกประการ ผลบุญเหล่านั้นจะมีได้ต่อ เมื่อประกอบกรรมดีเท่านั้น ข้าฯ ไม่มีการลำเอียงใดๆ เพียงต้องการคุ้มครองผู้มีศีลธรรม ผู้มีจิตเมตตาและนักบุญ เท่านั้น ขอให้ชาวโลกจงปฎิบัติแต่ความดี ละเว้นจากความชั่วทั่งปวง

ปลูกต้นข้าวเกิดเมล็ดข้าวดังเขาว่า
ปลูกถั่วงาเกิดถั่วงาเป็นแม่นมั่น
ปลูกอย่างไรได้ผลอย่างเดียวกัน
ตามพืชพันธุ์หว่านลงจงเข้าใจ
แม้ความชั่วปลูกลงคงได้ชั่ว
ความดีคงไม่กลั้วคุ้มตัวได้
ปลูกความดีผลดีมีทั่วไป
ความชั่วไซร้อย่าปลูกเป็นถูกเอย
     

ความหมายของการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง        การแสวงหาความรู้  คือ ทักษะที่จะต้องอาศัยการเรียนรู้และวิธีการฝึกฝนจนเกิดความชำนาญ ช่วยทำให้เกิดแนวความคิดความเข้าใจที่ถูกต้องและกว้างขวางยิ่งขึ้น เพราะผู้เรียนจะเกิดทักษะในการค้นคว้า สิ่งที่ต้องการและสนใจใคร่รู้จากแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ

ความหมายของการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง

        การแสวงหาความรู้  คือ ทักษะที่จะต้องอาศัยการเรียนรู้และวิธีการฝึกฝนจนเกิดความชำนาญ ช่วยทำให้เกิดแนวความคิดความเข้าใจที่ถูกต้องและกว้างขวางยิ่งขึ้น เพราะผู้เรียนจะเกิดทักษะในการค้นคว้า สิ่งที่ต้องการและสนใจใคร่รู้จากแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ   จะทำให้ทราบข้อเท็จจริง   และสามารถเปรียบเทียบข้อเท็จจริงที่ได้มาว่าควรเชื่อถือหรือไม่ 

ทักษะการสร้างปัญญา

        ทักษะการสร้างปัญญาให้กับผู้เรียน เพื่อนำไปสู่การแสวงหาความรู้ด้วยตนเองมี  10  ขั้นตอน  ดังนี้

        ขั้นตอนที่  1 ทักษะการสังเกต  คือ การสังเกตสิ่งที่เราเห็น สิ่งแวดล้อม  หรือสิ่งที่เราจะศึกษา  โดยสังเกตเกี่ยวกับแหล่งที่มา ความเหมือน  ความแตกต่าง  สาเหตุของความแตกต่าง ประโยชน์ และผลกระทบ  วิธีฝึกการสังเกต  คือ   การฝึกสมาธิ  เพื่อให้มีสติ และทำให้เกิดปัญญา  มีโลกทรรศน์  มีวิธีคิด 

        ขั้นตอนที่  2  ทักษะการบันทึก  คือ   การบันทึกสิ่งที่ต้องจำหรือต้องศึกษา  มีหลายวิธี  ได้แก่  การทำสรุปย่อ การเขียนเค้าโครงเรื่อง  การขีดเส้นใต้   การเขียนแผนภูมิ  การทำเป็นแผนภาพ  หรือ ทำเป็นตาราง เป็นต้น วิธีฝึกการบันทึก  คือ  การบันทึกทุกครั้งที่มีการสังเกต  มีการฟัง หรือมีการอ่าน  เป็นการพัฒนาปัญญา

        ขั้นตอนที่  3  ทักษะการนำเสนอ  คือ   การทำความเข้าใจในเรื่องที่จะนำเสนอให้ผู้อื่นรับรู้ได้ โดยจดจำในสิ่งที่จะนำเสนอออกมาอย่างเป็นระบบ  ซึ่งสามารถทำได้หลายรูปแบบ เช่น การทำรายงานเป็นรูปเล่ม การรายงานปากเปล่า การรายงานด้วยเทคโนโลยี  เป็นต้น   วิธีฝึกการนำเสนอ คือ  การฝึกตามหลักการของการนำเสนอในรูปแบบต่าง ๆ ดังกล่าวอย่างสม่ำเสมอ จนสามารถนำเสนอ ได้ดีซึ่งเป็นการพัฒนาปัญญา

        ขั้นตอนที่  4  ทักษะการฟัง คือ การจับประเด็นสำคัญของผู้พูด สามารถตั้งคำถามเรื่องที่ฟังได้  รู้จุดประสงค์ในการฟัง  ผู้เรียนจะต้องค้นหาเรื่องสำคัญในการฟังให้ได้  วิธีฝึกการฟัง คือ  การทำเค้าโครงเรื่องที่ฟัง จดบันทึกความคิดหลัก  หรือถ้อยคำสำคัญลงในกระดาษบันทึกที่เตรียมไว้ อาจตั้งคำถามในใจ  เช่น  ใคร  อะไร  ที่ไหน  เมื่อไร  เพราะเหตุใด  อย่างไร  เพราะจะทำให้การฟัง มีความหมายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

        ขั้นตอนที่  5  ทักษะการถาม  คือ  การถามเรื่องสำคัญ ๆ  การตั้งคำถามสั้น ๆ เพื่อนำคำตอบมา เชื่อมต่อให้สัมพันธ์กับสิ่งที่เรารู้แล้วมาเป็นหลักฐานสำหรับประเด็นที่ กล่าวถึง สิ่งที่ทำให้เราฟัง ได้อย่างมีประสิทธิภาพ  คือ  การถามเกี่ยวกับตัวเราเอง  การฝึกถาม-ตอบ เป็นการฝึกการใช้เหตุผลวิเคราะห์ สังเคราะห์  ทำให้เข้าใจในเรื่องนั้น ๆ อย่างชัดเจน ถ้าเราฟังโดยไม่ถาม-ตอบ  ก็จะเข้าใจ ในเรื่องนั้น ๆ ไม่ชัดเจน

        ขั้นตอนที่  6  ทักษะการตั้งสมมติฐานและตั้งคำถาม   คือ  การตั้งสมมติฐาน  และตั้งคำถาม สิ่งที่เรียนรู้ไปแล้วได้ว่า   คืออะไร  มีประโยชน์อย่างไร  ทำอย่างไรจึงจะสำเร็จได้   การฝึกตั้งคำถาม ที่มีคุณค่าและมีความสำคัญ ทำให้อยากได้คำตอบ

        ขั้นตอนที่  7  ทักษะการค้นหาคำตอบจากแหล่งการเรียนรู้ต่าง ๆ  เช่น  จากหนังสือ   อินเทอร์เน็ต  คุยกับคนแก่ แล้วแต่ธรรมชาติของคำถาม  การค้นหาคำตอบต่อคำถามที่สำคัญจะสนุก และทำให้ได้ความรู้มาก บางคำถามหาคำตอบทุกวิถีทางแล้วไม่พบ ต้องหาคำตอบต่อไปด้วยการวิจัย

        ขั้นตอนที่   8  ทักษะการทำวิจัยสร้างความรู้  การวิจัยเพื่อหาคำตอบเป็นส่วนหนึ่งของ กระบวนการเรียนรู้ทุกระดับ การวิจัยจะทำให้ค้นพบความรู้ใหม่  ทำให้เกิดความภูมิใจ  สนุก และมีประโยชน์มาก

        ขั้นตอนที่   9  ทักษะการเชื่อมโยงบูรณาการ คือ  การเชื่อมโยงเรื่องที่เรียนรู้มา ให้เห็นภาพรวมทั้งหมด  มองเห็นความงดงาม  มองให้เห็นตัวเอง  ไม่ควรให้ความรู้นั้นแยกออกเป็นส่วน ๆ

        ขั้นตอนที่  10  ทักษะการเขียนเรียบเรียง คือ  การเรียบเรียงความคิดให้ประณีตขึ้น  โดยการค้นคว้า หาหลักฐานอ้างอิงความรู้ให้ถี่ถ้วน แม่นยำขึ้นการเรียบเรียงทางวิชาการจึงเป็นการพัฒนาปัญญาอย่างสำคัญ  และเป็นประโยชน์ในการเรียนรู้ของผู้อื่นในวงกว้างออกไป

การพัฒนาทักษะการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง  (กรมสามัญศึกษา, 2545, หน้า  12-20)

        การศึกษาหาความรู้มีขั้นตอน  ดังนี้

        1.  การกำหนดประเด็นค้นคว้า  ประกอบด้วย
             1.1  การตั้งประเด็นค้นคว้า
             1.2  การกำหนดขอบเขตของประเด็นค้นคว้า
             1.3  การอธิบายประเด็นค้นคว้าซึ่งเป็นการนำเสนอรายละเอียดเกี่ยวกับประเด็นค้นคว้า
             1.4  การแสดงความคิดเห็นต่อประเด็นค้นคว้า

        2.  การคาดคะเน  ประกอบด้วย
             2.1  การตั้งประเด็นคาดคะเน
             2.2  การอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับประเด็นคาดคะเนผล
             2.3  การแสดงความคิดเห็นต่อประเด็นคาดคะเนผล

        3.  การกำหนดวิธีค้นคว้าและการดำเนินการ  ประกอบด้วย
             3.1  จำแนกวิธีการค้นคว้า  คือ  การระบุแนวทางต่าง ๆ
             3.2  เลือกวิธีการค้นคว้าพร้อมระบุเหตุผล
             3.3  วางแผนค้นคว้าตามแนวทางที่ได้แสดงขั้นตอนการดำเนินการค้นคว้า
             3.4  การคาดคะเนสิ่งที่จะเป็นอุปสรรคในการค้นคว้า
             3.5  ดำเนินการค้นคว้า

        4.  การวิเคราะห์ผลการค้นคว้า  ประกอบด้วย
             4.1  การจำแนก  จัดกลุ่ม  และจัดลำดับข้อมูล
             4.2  การพิจารณาองค์ประกอบและความสัมพันธ์ของข้อมูล  โดยจัดลำดับความสำคัญ

        5.  การสรุปผลการค้นคว้า  ประกอบด้วย
             5.1  การสังเคราะห์ข้อมูล  คือ  การเรียบเรียงข้อมูลที่ค้นพบจากการค้นคว้าและสรุปเป็นประเด็น
             5.2  การอภิปรายผลการค้นคว้า  คือ การแสดงความเห็นอย่างมีเหตุผล  เกี่ยวกับประเด็น ที่พบจากการค้นคว้า  พร้อมทั้งแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ของข้อมูลที่ค้นพบ  ที่สามารถเรียบเรียงไป ถึงประเด็นค้นคว้าใหม่
             5.3  การสรุปกระบวนการในการค้นคว้า  คือ  การระบุขั้นตอนหลักของกระบวนการค้นคว้า
             5.4  การประเมินกระบวนการที่ใช้ในการค้นคว้า  คือ  การวิเคราะห์  จุดอ่อน  จุดแข็ง  และแนวทางแก้ไขกระบวนการค้นคว้าที่กำหนดในการประเมินทักษะการแสวงหาความรู้

Publisher คืออะไรMicrosoft Publisher 2010 ช่วยให้คุณสร้างสิ่งพิมพ์ที่มีลักษณะเป็นมืออาชีพได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย ด้วย Publisher คุณสามารถสร้าง

Publisher คืออะไร

Microsoft Publisher 2010 ช่วยให้คุณสร้างสิ่งพิมพ์ที่มีลักษณะเป็นมืออาชีพได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย ด้วย Publisher คุณสามารถสร้าง ออกแบบ และจัดทำเอกสารการตลาดและการสื่อสารแบบมืออาชีพสำหรับงานพิมพ์ และสำหรับทำจดหมายเวียนหรือจดหมายเวียนอิเล็กทรอนิกส์

ด้านบนของหน้า ด้านบนของหน้า

การค้นหาและนำแม่แบบไปใช้

Publisher 2010 ทำให้คุณสามารถนำแม่แบบที่มีอยู่แล้วภายในและแม่แบบที่กำหนดเองของคุณไปใช้ ได้ ตลอดจนค้นหาได้จากแม่แบบที่หลากหลายซึ่งมีอยู่บน Office.com Office.com มีแม่แบบ Publisher ยอดนิยมที่มีให้เลือกอย่างหลากหลาย รวมถึงแม่แบบจดหมายข่าว และใบปลิว

เมื่อต้องการค้นหาและนำแม่แบบไปใช้ใน Publisher 2010ให้ทำดังต่อไปนี้

  1. บนแท็บ แฟ้ม ให้คลิก สร้าง
  2. ภายใต้ แม่แบบที่มีอยู่ ให้เลือกทำอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้
  • เมื่อต้องการใช้แม่แบบที่คุณติดตั้งไว้แล้ว ให้คลิก แม่แบบของฉัน คลิกแม่แบบที่คุณต้องการ จากนั้นคลิก สร้าง
  • เมื่อต้องการใช้แม่แบบที่สร้างไว้ล่วงหน้าซึ่งติดตั้งไว้ใน Publisher ภายใต้ ยอดนิยม หรือ แม่แบบเพิ่มเติม ให้คลิกประเภทที่คุณต้องการ จากนั้นคลิกแม่แบบที่คุณต้องการ แล้วคลิก สร้าง
  • เมื่อต้องการค้นหาและนำแม่แบบไปใช้ใน Office.comภายใต้ ยอดนิยม หรือ แม่แบบเพิ่มเติม ให้คลิกประเภทที่คุณต้องการ จากนั้นคลิกแม่แบบที่คุณต้องการ แล้วคลิก ดาวน์โหลด

 หมายเหตุ    นอกจากนี้ คุณยังสามารถค้นหาแม่แบบใน Office.com จากภายใน Publisher ได้อีกด้วย ในกล่อง ค้นหาแม่แบบ ให้พิมพ์คำที่ใช้ค้นหาอย่างน้อยหนึ่งคำ แล้วคลิกปุ่มลูกศรเพื่อค้นหา

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการนำแม่แบบไปใช้ ให้ดูที่ เริ่มต้นใช้งาน – การสร้างสิ่งพิมพ์

ด้านบนของหน้า ด้านบนของหน้า

การสร้างสิ่งพิมพ์ใหม่

  1. คลิกแท็บ แฟ้ม แล้วคลิก สร้าง
  2. ภายใต้ แม่แบบที่มีอยู่ ให้คลิกแม่แบบสิ่งพิมพ์เปล่า แล้วคลิก สร้าง

 หมายเหตุ    ถ้าคุณไม่พบแม่แบบเปล่าที่มีขนาดที่คุณต้องการ ให้คลิก ขนาดของหน้าเปล่าเพิ่มเติม

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสร้างสิ่งพิมพ์ ให้ดูที่ เริ่มต้นใช้งาน – การสร้างสิ่งพิมพ์

ด้านบนของหน้า ด้านบนของหน้า

การเปิดสิ่งพิมพ์

  1. คลิกแท็บ แฟ้ม จากนั้นคลิก เปิด
  2. ในบานหน้าต่างซ้ายของกล่องโต้ตอบ เปิดสิ่งพิมพ์ ให้คลิกไดร์ฟหรือโฟลเดอร์ที่มีแฟ้มที่คุณต้องการ
  3. ในบานหน้าต่างด้านขวาของกล่องโต้ตอบ เปิดสิ่งพิมพ์ ให้เปิดโฟลเดอร์ที่มีสิ่งพิมพ์ที่คุณต้องการ
  4. คลิกแฟ้มที่คุณต้องการ แล้วคลิก เปิด

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการสร้างสิ่งพิมพ์ ให้ดูที่

ด้านบนของหน้า ด้านบนของหน้า

การบันทึกสิ่งพิมพ์

ตามค่าเริ่มต้น Publisher จะบันทึกแฟ้มในโฟลเดอร์การทำงานเริ่มต้น ถ้าคุณต้องการ คุณสามารถระบุตำแหน่งที่ตั้งอื่นได้

  • คลิกแท็บ แฟ้ม แล้วคลิก บันทึก

 หมายเหตุ 

ถ้าคุณบันทึกแฟ้มเป็นครั้งแรก ให้ทำดังต่อไปนี้

  1. ภายในกล่องโต้ตอบ บันทึกเป็น ในกล่อง ชื่อแฟ้ม ให้พิมพ์ชื่อสำหรับสิ่งพิมพ์ของคุณ
  2. คลิก บันทึก

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการบันทึกสิ่งพิมพ์ ให้ดูที่ การบันทึกแฟ้ม

ด้านบนของหน้า ด้านบนของหน้า

การแทรกกล่องข้อความ

  1. บนแท็บ แทรก ให้คลิก วาดกล่องข้อความ รูปปุ่ม
  2. ในสิ่งพิมพ์ของคุณ ให้ชี้ไปที่ตำแหน่งที่คุณต้องการให้มุมหนึ่งของกล่องข้อความปรากฏขึ้น แล้วลากตามแนวทแยงมุมจนกว่ากล่องข้อความจะได้ขนาดที่คุณต้องการ
  3. คลิกภายในกล่องข้อความแล้วพิมพ์ข้อความของคุณ

ด้านบนของหน้า ด้านบนของหน้า

การแทรกและครอบตัดรูปภาพ

การแทรกรูปภาพ

  1. บนแท็บ แทรก ในกลุ่ม ภาพประกอบ ให้คลิก รูปภาพ
  2. ในบานหน้าต่างด้านซ้ายของกล่องโต้ตอบ แทรกรูปภาพ ให้คลิกโฟลเดอร์ที่มีรูปภาพที่คุณต้องการ
  3. ในบานหน้าต่างด้านขวาของกล่องโต้ตอบ แทรกรูปภาพ ให้เปิดโฟลเดอร์ที่มีรูปภาพที่คุณต้องการ
  4. คลิกรูปภาพ แล้วคลิก แทรก

ด้านบนของหน้า ด้านบนของหน้า

การครอบตัดรูปภาพ

  1. เลือกรูปภาพที่คุณต้องการจะครอบตัด
  2. ภายใต้ เครื่องมือรูปภาพ บนแท็บ รูปแบบ ในกลุ่ม ครอบตัด ให้คลิก ครอบตัด

 หมายเหตุ    ถ้าคุณไม่เห็นแท็บ เครื่องมือรูปภาพ หรือแท็บ จัดรูปแบบ ตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณได้เลือกรูปภาพแล้ว คุณอาจต้องคลิกสองครั้งที่รูปภาพเพื่อให้แท็บ รูปแบบ ปรากฏขึ้น

  1. วางจุดจับครอบตัดเหนือขอบหรือมุม
  2. เลือกทำอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้
  • เมื่อต้องการครอบตัดด้านเดียว ให้ลากจุดจับกึ่งกลางบนด้านนั้น
  • เมื่อต้องการครอบตัดเท่ากันทั้งสองด้านพร้อมกัน ให้กด CTRL ค้างไว้ขณะที่คุณลากจุดจับกึ่งกลาง
  • เมื่อต้องการครอบตัดทั้งสี่ด้านพร้อมกันและรักษาสัดส่วนเดิมของรูปภาพเอาไว้ ให้กด CTRL+SHIFT ค้างไว้ขณะที่คุณลากจุดจับมุม

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการครอบตัดรูปภาพ ให้ดูที่ การครอบตัดรูปภาพ

ด้านบนของหน้า ด้านบนของหน้า

การแทรกแบบเอกสารสำเร็จรูป

แบบเอกสารสำเร็จรูปคือชุดเนื้อหาที่นำมาใช้ใหม่ได้ เช่น ข้อมูลทางธุรกิจ หัวเรื่อง ปฏิทิน เส้นขอบ และโฆษณาซึ่งเก็บไว้ในแกลเลอรี Publisher 2010 มีแบบเอกสารสำเร็จรูปที่มีอยู่แล้วภายในมากมายให้คุณเลือกใช้ หรือคุณสามารถดาวน์โหลดแบบเอกสารสำเร็จรูปเองได้จาก Office.com

เมื่อต้องการแทรกแบบเอกสารสำเร็จรูป ให้ทำดังต่อไปนี้

  1. ในบานหน้าต่าง การนำทางในหน้า ให้เลือกหน้าในสิ่งพิมพ์ของคุณที่คุณต้องการแทรกแบบเอกสารสำเร็จรูป
  2. บนแท็บ แทรก ในกลุ่ม แบบเอกสารสำเร็จรูป ให้คลิกแกลเลอรีแบบเอกสารสำเร็จรูปที่เหมาะสม
  3. เลื่อนลงเพื่อหาแบบเอกสารสำเร็จรูป หรือคลิก <ชื่อแกลเลอรี> เพิ่มเติม เพื่อเปิดกล่องโต้ตอบ ไลบรารีแบบเอกสารสำเร็จรูป
  4. คลิกแบบเอกสารสำเร็จรูปที่คุณต้องการจะแทรก

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้แบบเอกสารสำเร็จรูป ให้ดูที่ แบบเอกสารสำเร็จรูป

ด้านบนของหน้า ด้านบนของหน้า

การพิมพ์สิ่งพิมพ์ของคุณ

  1. คลิกแท็บ แฟ้ม และคลิก พิมพ์
  2. ในส่วน พิมพ์ ให้ใส่จำนวนสำเนาที่จะพิมพ์ใน จำนวนสำเนาของงานพิมพ์
  3. ในส่วน เครื่องพิมพ์ ให้ตรวจสอบให้แน่ใจว่าได้เลือกเครื่องพิมพ์ที่ถูกต้องไว้

 หมายเหตุ    คุณสมบัติสำหรับเครื่องพิมพ์เริ่มต้นจะปรากฏขึ้นโดยอัตโนมัติ

  1. ในส่วน การตั้งค่า ให้ทำดังต่อไปนี้
  • ตรวจสอบให้แน่ใจว่าได้เลือกช่วงของหน้าหรือส่วนที่ถูกต้องไว้แล้ว
  • เลือกรูปแบบสำหรับการวางหน้าของคุณลงบนแผ่นกระดาษ
  • ตั้งค่าขนาดกระดาษ
  • ตั้งค่าว่าจะพิมพ์พิมพ์ลงบนด้านเดียวหรือทั้งสองด้านของกระดาษ
  • ถ้าเครื่องพิมพ์ของคุณสามารถพิมพ์สีได้ ให้เลือกว่าคุณต้องการพิมพ์สีหรือระดับสีเทา
  1. คลิกปุ่ม พิมพ์ เมื่อคุณพร้อมที่จะพิมพ์

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการพิมพ์สิ่งพิมพ์ ให้ดูที่ พิมพ์

ด้านบนของหน้า ด้านบนของหน้า

บทความนี้ช่วยคุณได้หรือไม่
ใช่
ไม่ใช่
ไม่ใช่สิ่งที่ฉันต้องการ
นำไปใช้กับ:
Publisher 2010

Outlook

การใช้ Outlook

 

นี่คือโลกใบเล็ก ขอบคุณความมหัศจรรย์ของอีเมลที่ทำให้โลกใบนี้ดูเหมือนจะเล็กลงๆ ทุกวัน จากครั้งหนึ่งที่เคยเป็นโลกของผู้ชาญฉลาดทั้งหลาย แต่ตอนนี้ ทุกๆ คนตั้งแต่คุณย่าคุณยายไปจนถึงเด็กน้อย ดูเหมือนว่าจะมีบัญชีอีเมลกันทั้งนั้น ทั้งหมดที่เราต้องการในขณะนี้คือวิธีการที่ง่ายๆ และไม่มีอันตรายในการจัดการกับเมลของคุณ เข้าสู่ Outlook Express 5.0 แพคเกจอีเมลฟรีที่รวมมาพร้อมกับ IE5 การติดต่อสื่อสารออนไลน์ไม่เคยง่ายขนาดนี้มาก่อน โดยเฉพาะกับคำแนะนำและตัวชี้มากมายของเรา คุณจะได้ติดต่อและออนไลน์ได้ทุกเวลา

1. สร้างบัญชีใหม่

ทุกวันนี้ หลายๆ คนมีบัญชีอีเมลมากกว่าหนึ่งบัญชี โดยมักจะแยกที่อยู่อีเมลสำหรับใช้ทำงานและใช้ส่วนตัว ด้วย Outlook Express 5 คุณจะสามารถจัดการบัญชีจำนวนมากจากกล่องขาเข้าที่เดียวกันได้อย่างง่ายๆ

ค้นหาบัญชีภายใต้เมนู เครื่องมือ และกดปุ่ม เพิ่ม เลือก จดหมาย และทำตามตัวช่วยสร้างบนหน้าจอ เพิ่มชื่อบัญชีและรหัสผ่านของคุณ รวมทั้งชื่อของเมลเซิร์ฟเวอร์ทั้งขาเข้าและขาออกของคุณ เมื่อถูกถาม เมื่อต้องสร้างบัญชีพิเศษ เพียงแค่ทำซ้ำขั้นตอนดังกล่าว เมื่อคุณต้องการส่งและรับข้อความ คุณสามารถตรวจสอบทุกๆ บัญชีได้ด้วยการเลือก เครื่องมือ ส่งและรับ เพื่อเลือก ส่งและรับทั้งหมด หรือจัดการทีละบัญชีด้วยการกลับไปที่ ส่งและรับ แล้วเลือกชื่อบัญชีแต่ละชื่อจากรายชื่อ

2. ค้นหากลุ่มข่าวสารที่น่าสนใจเพื่ออ่าน

ไปที่ เครื่องมือ, กลุ่มข่าวสาร และโปรแกรมจะค้นหารายการทั้งหมดที่กำลังออนไลน์ เว้นแต่ว่าคุณได้ใช้กลุ่มข่าวสารมาก่อนแล้วทาง Outlook Express คำเตือน รายการเหล่านี้อาจมีจำนวนนับหมื่นๆ ดังนั้นอาจใช้เวลาพอสมควร เมื่อเสร็จแล้ว หน้าต่างการสมัครใช้งานกลุ่มข่าวสารจะเปิด เพื่อให้คุณสามารถค้นหากลุ่มที่ตรงกับความสนใจของคุณ พิมพ์คำที่อธิบายถึงสิ่งที่คุณต้องการพูดถึง เช่น ‘overclocking’ แล้ว Outlook Express ก็จะแสดงกลุ่มเหล่านั้นที่มีคำนั้นๆ ในหัวเรื่อง คลิกที่สมัครใช้งาน และไอคอนจะปรากฏขึ้นตามชื่อของกลุ่ม

ในตอนนี้คุณจะพบว่ากลุ่มข่าวสารเหล่านั้นที่คุณได้สมัครใช้งานแสดงรายการ อยู่ในหน้าต่างโฟลเดอร์ เมื่อต้องการดาวน์โหลดข้อความล่าสุด เพียงแค่คลิกที่ชื่อกลุ่ม

3. การบล็อกจดหมายที่ไม่ต้องการ

บางคนในกลุ่มข่าวสารทำให้คุณรำคาญหรือไม่ ไม่อยากได้ยินจากคนเหล่านั้นอีกหรือไม่ ง่ายมาก จากกล่องขาเข้าอีเมลของคุณ หรือหน้าต่างกลุ่มข่าวสาร ให้เลือกข้อความจากผู้ส่งที่ไม่พึงปรารถนา ภายใต้เมนู ข้อความ เลือก บล็อกผู้ส่ง ที่อยู่อีเมลของบุคคลนั้นจะปรากฏในกล่องที่อยู่ และจากนั้น คุณสามารถกำหนดตัวเลือกในการบล็อกที่คุณต้องการ ว่าต้องการละเว้นจดหมายทั้งหมดที่มาจากบุคคลเหล่านั้น หรือแค่บล็อกการโพสต์ข่าวสารของพวกเขา ซึ่งเมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว จะไม่มีข้อความเพิ่มเติมจากผู้ส่งที่ถูกขึ้นบัญชีดำจะไปปรากฏในกล่องขาเข้า ของคุณ

ถ้าคุณเปลี่ยนใจ ให้เอาบุคคลนั้นออกจากรายชื่อ โดยไปที่ กฎข้อความ ซึ่งอยู่ใต้เมนู เครื่องมือ คลิกที่บล็อกรายการข้อความ ด้วยการเน้นที่อยู่ของบุคคลนั้น แล้วกด เอาออก บุคคลดังกล่าวจะสามารถส่งจดหมายถึงคุณได้อีกครั้ง

4. จัดกลุ่มข้อความและการตอบกลับเข้าด้วยกัน

เมื่อคนจำนวนมากเริ่มเข้ามาเกี่ยวข้องในอีเมลหรือการสนทนาในกลุ่มข่าวสาร การตอบกลับไปยังข้อความใดข้อความหนึ่งอาจสังเกตพบได้ยาก Outlook Express สามารถเรียงลำดับการตอบกลับดังกล่าว เพื่อให้ปรากฏภายใต้การโพสต์เดิมได้

จากภายในกล่องขาเข้าหรือกลุ่มข่าวสารของคุณ ให้ดึงเมนูมุมมองลงมาจนถึงมุมมองปัจจุบัน แล้วเลือก จัดกลุ่มข้อความตามการสนทนา คลิกเครื่องหมายบวกที่ปรากฏขึ้นทางด้านซ้ายของข้อความเดิม และการตอบกลับทั้งหมดก็จะเลื่อนลงมา

หากต้องการดูเฉพาะการตอบกลับไปยังข้อความของคุณเอง ให้เลือก แสดงข้อความสำหรับข้อความของฉัน จากตัวเลือกมุมมองปัจจุบัน

5. การเซ็นชื่อ

แฟ้มลายเซ็นเป็นวิธีการที่มีประโยชน์ในการเซ็นชื่ออีเมล และทำให้คุณเพิ่มลิงก์ไปยังเว็บไซต์ของคุณได้โดยอัตโนมัติ แสดงรายละเอียดการติดต่อของคุณ หรือเพียงแค่พิมพ์คำพูดหรือวลีโปรด ปัญหาก็คือ ลายเซ็นที่คุณอยากใส่ในข้อความถึงเพื่อนไม่จำเป็นต้องอยู่ในรูปแบบที่เหมาะ เหมือนกับจดหมายที่ส่งไปหาเจ้านายคุณ Outlook Express ช่วยให้คุณสามารถตั้งค่าลายเซ็นหลายแบบสำหรับข้อความชนิดต่างๆ ได้

ดึงเมนูเครื่องมือลง และเลือก ตัวเลือก คลิกแท็บ ลายเซ็น และเลือก ใหม่ พิมพ์ข้อความสำหรับลายเซ็นของคุณในกล่อง แก้ไขลายเซ็น หรือคลิกบนตัวเลือก แฟ้ม เพื่อเลือกแฟ้มจากฮาร์ดไดรฟ์ที่คุณต้องการส่งไปพร้อมกับทุกๆ ข้อความ ทำซ้ำขั้นตอนนี้สำหรับลายเซ็นอื่น เลือกลายเซ็นที่คุณจะใช้มากที่สุด โดยกดปุ่ม ตั้งค่าเป็นค่าเริ่มต้น

กาเครื่องหมายในกล่อง เพิ่มลายเซ็นสำหรับข้อความขาออกทั้งหมด เพื่อทำการดังกล่าว ซึ่งได้แก่การแนบข้อความเริ่มต้นกับทุกๆ เมลที่คุณส่ง แม้ว่าคุณจะสามารถเพิ่มลายเซ็นอื่นๆ ได้โดยการไปที่ ลายเซ็น ในเมนู แทรก และเลือกแฟ้มที่เหมาะสม

6. เพิ่มลักษณะเล็กน้อย

ถ้าคุณอยากให้อีเมลของคุณโดดเด่นกว่าใครในกล่องขาเข้าของเพื่อนของคุณ (สมมติว่าใช้ Outlook Express เหมือนกัน) ลองใช้กระดาษเขียนจดหมายของโปรแกรมดู ข้อความทึมๆ จะได้ดูสดใสขึ้นมาด้วยรูปภาพพื้นหลังหรือแถบด้านข้างที่น่าดึงดูด

เปิดข้อความใหม่ และเลือกรูปแบบ, ใช้เครื่องเขียน เลือกจากรายการของเครื่องเขียนที่เสนอ หรือเลือก เครื่องเขียนพิ่มเติม เพื่อให้เลือกได้หลากหลายขึ้น หากคุณไม่พบชุดรูปแบบที่คุณสนใจ กด สร้างใหม่ และทำตามคำแนะนำในการสร้างแม่แบบของคุณเอง การเพิ่มรูปภาพและลักษณะจากคอลเลกชันของคุณเอง เมื่อบันทึกแล้ว สิ่งที่คุณสร้างขึ้นเองคุณจะถูกเก็บไว้ในโฟลเดอร์ Stationary หลัก

7. ตรวจสอบการสะกด

อีเมลที่เต็มไปด้วยข้อผิดพลาดในการสะกดมักไม่สร้างความประทับใจ ไปที่เครื่องมือ และดึงลงไปที่ตัวเลือก ก่อนที่จะสลับไปยังแท็บการสะกด คลิก ตรวจการสะกดทุกครั้งก่อนส่ง และในครั้งต่อไปที่คุณส่งเมล Outlook Express จะสอดส่องตรวจดูข้อความของคุณโดยอัตโนมัติ เพื่อเสนอการสะกดอื่นๆ สำหรับคำที่น่าสงสัย

อย่างไรก็ตาม ตรวจดูว่าคุณได้เน้น ข้ามข้อความเดิม ในการตอบกลับหรือการส่งต่อแล้ว มิฉะนั้น คุณจะเสียเวลาในขณะที่คอมพิวเตอร์รวมข้อความของผู้ส่งและข้อความตอบกลับของ คุณไว้รวมกัน นอกจากนี้ ให้ตรวจสอบว่าตัวตรวจสอบการสะกดถูกตั้งค่าให้เป็นภาษาอังกฤษ (UK) แล้ว มิฉะนั้น Outlook Express จะคิดคุณควรจะใช้ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน เช่น ‘color’ และ ‘honor’ ในอีเมลของคุณ

8. ส่งต่อข้อความด้วยกันทั้งหมด

หากคุณมีข้อความที่บันทึกไว้จำนวนหนึ่งที่ต้องการส่งให้เพื่อนในคราวเดียว ให้ไปที่โฟลเดอร์ที่มีข้อความทั้งหมดที่คุณต้องการส่งต่อ กดปุ่ม [Control] ค้างไว้ แล้วคลิกแต่ละข้อความจนครบ เมื่อเน้นครบหมดแล้ว กดปุ่ม ส่งต่อ บนแถบเครื่องมือหลัก แล้วหน้าต่างข้อความใหม่ก็จะปรากฏขึ้น พร้อมด้วยอีเมลทั้งหมดที่คุณเลือก ซึ่งถูกทำเครื่องหมายว่าเป็นสิ่งที่แนบมา ตอนนี้ สิ่งที่คุณต้องทำคือเขียนข้อความให้เสร็จ แล้วทำการส่ง

9. ตรวจสอบอีเมลโดยอัตโนมัติ

ถ้าคุณไม่ค่อยจดจำที่จะตรวจสอบกล่องขาเข้าของคุณอย่างสม่ำเสมอ คุณอาจมีโอกาสพลาดอีเมลที่สำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น OE สามารถทำหน้าที่เป็นเลขาส่วนตัวของคุณได้ เพื่อให้มั่นใจว่าคุณได้รับข้อความตรงเวลาทุกครั้ง

เลือก เครื่องมือ, ตัวเลือก และจากแท็บ ทั่วไป เลือก ตรวจสอบข้อความใหม่ทุกๆ 0 นาที เปลี่ยนจำนวนนาทีเป็นค่าที่คุณเลือก ตอนนี้ ทุกๆ ครั้งที่คุณออนไลน์ Outlook Express จะตรวจสอบโดยอัตโนมัติเพื่อดูว่าคุณมีข้อความใหม่ใดๆ หรือไม่ในเวลาที่กำหนด และแจ้งให้คุณทราบตามนั้น

10. การนำเข้าสมุดรายชื่อ

เมื่อคุณเริ่มใช้งาน Outlook Express คุณไม่จำเป็นต้องเริ่มการทำงานของสมุดรายชื่อจากที่ไม่มีข้อมูลอะไรเลย คุณสามารถนำเข้ารายละเอียดการติดต่อจากแฟ้มที่อยู่ของ Windows สมุดรายชื่อส่วนตัวของ Microsoft Exchange หรือแฟ้มข้อความอื่นๆ ภายใต้เมนู แฟ้ม เลื่อนลงไปที่ นำเข้า และเลือก สมุดรายชื่อของ Windows จากนั้นเพียงแค่เรียกดูเพื่อค้นหาแฟ้ม WAB บนคอมพิวเตอร์ของคุณ แล้วคลิก เปิด

สำหรับสมุดรายชื่อที่ไม่ใช่ของ Windows ให้ชี้ไปที่ สมุดรายชื่ออื่นๆ ที่อยู่ภายใต้ นำเข้า แล้วค้นหาแฟ้มในลักษณะเดียวกัน ถ้า OE มองไม่เห็นสมุดรายชื่อของคุณ ให้ส่งออกจากโปรแกรมเดิมเป็นแฟ้มข้อความ CSV หรือแฟ้ม LDAP Directory Interchange Format (LDIF) แล้วนำเข้าลงใน OE

11. ไปตกปลา

หากคุณไม่อยู่เป็นเวลานานๆ สิ่งสุดท้ายที่คุณอยากเห็นเมื่อกลับถึงบ้านก็คือกล่องขาเข้าที่เต็มไปด้วย ข้อความจากคนที่โกรธเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ที่คุณยังไม่ได้ตอบ บอกให้พวกเขารู้ว่าคุณอยู่ที่ไหนโดยการสร้างข้อความในโปรแกรมประมวลผลคำของ คุณ แล้วบันทึกเป็นแฟ้มข้อความ จากนั้น ไปที่เมนู เครื่องมือ ใน Outlook Express และเลือกเครื่องมือข้อความ เลือกตัวเลือก จดหมาย ภายใต้หน้าต่าง เลือกเงื่อนไขสำหรับกฎของคุณ ให้เลือก สำหรับทุกข้อความ และเน้น ตอบกลับด้วยข้อความ ภายใต้พร้อมท์ เลือกการดำเนินการสำหรับกฎของคุณ ภายใต้คำอธิบายกฎ คุณจะเห็นไฮเปอร์ลิงก์ ข้อความ คลิกที่นี่ แล้วเรียกดูแฟ้มข้อความที่คุณบันทึกไว้ก่อนหน้านี้ สุดท้าย เมื่อ Outlook Express ถามชื่อของกฎ ให้ตั้งชื่อว่า ‘auto reply’ แล้วกด ตกลง

12. ใช้ OE จากเว็บเบราว์เซอร์ของคุณ

การตั้งค่า Outlook Express ให้เป็นโปรแกรมอีเมลเริ่มต้นของคุณหมายความว่า เมื่อใดก็ตามที่คุณคลิกลิงก์อีเมลหรือกลุ่มข่าวสารบนเว็บเพจ Outlook Express จะถูกเปิดขึ้น ภายใต้เครื่องมือ ไปที่ ตัวเลือก และคลิกแท็บ ทั่วไป เมื่อหน้าต่างโปรแกรมการรับส่งข้อความเริ่มต้นปรากฏขึ้น กดปุ่ม ทำให้เป็นค่าเริ่มต้น สำหรับทั้งข่าวสารและจดหมาย

13. จัดระเบียบ

คุณต้องการเก็บข้อความที่บันทึกไว้แล้วทั้งหมดของคุณลงกล่องหรือไม่ ไม่มีปัญหา เว้นแต่คุณเก็บข้อความเหล่านั้นในกล่องขาเข้าของคุณ ซึ่งจะทำให้การค้นหายากอย่างเหลือเชื่อ หลีกเลี่ยงความสับสนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต โดยการไปที่เมนู แฟ้ม เลือกโฟลเดอร์ และโฟลเดอร์ใหม่ เลือกตำแหน่งที่คุณต้องการวางโฟลเดอร์ย่อย และตั้งชื่อ โฟลเดอร์ใหม่จะปรากฏในหน้าต่างโฟลเดอร์ เพื่อให้คุณสามารถลากข้อความจากกล่องขาเข้าไปวางไว้ในนั้นได้

14. ส่งออกสมุดรายชื่อ

ถ้าคุณเดินทางบ่อยๆ และอยากนำสมุดรายชื่อติดตัวไปด้วย แต่ไม่สามารถเข้าถึงรายชื่อผู้ติดต่อในพีซีอีกเครื่องได้ ไม่ต้องกังวล

ขั้นแรกเปิดสมุดรายชื่อของคุณ จากนั้น เลือก แฟ้ม ส่งออก เลือกสมุดรายชื่ออื่น และเลือก แฟ้มข้อความ (จุลภาคคั่นระหว่างค่า) จากนั้น ระบบจะขอให้คุณตั้งชื่อสมุดรายชื่อที่ส่งออก และบอก Outlook Express ว่าคุณต้องการบันทึกเขตข้อมูลใดในแฟ้มใหม่ เช่น ชื่อผู้ติดต่อและที่อยู่อีเมล เป็นต้น คลิก ตกลง แล้วข้อมูลที่ต้องการก็จะถูกบันทึกเป็นแฟ้มที่ผู้ใดก็ตามที่มีตัวแก้ไขข้อ ความสามารถที่จะเปิดได้

15. เพิ่มผู้ติดต่อ

เมื่อคุณได้รับอีเมลจากผู้ที่คุณต้องการเพิ่มลงในสมุดรายชื่อของคุณ ให้คลิกขวาที่ข้อความ แล้วเลือก เพิ่มผู้ส่งในสมุดรายชื่อ อีกวิธีหนึ่งคือ คุณสามารถตั้งค่า Outlook Express ให้ปรับปรุงสมุดรายชื่อของคุณโดยอัตโนมัติ เมื่อใดก็ ตามที่คุณตอบกลับข้อความ ไปที่เครื่องมือ, ตัวเลือก แล้วกาเครื่องหมายที่ ใส่ชื่อผู้ที่ฉันตอบลงในสมุดรายชื่อของฉันโดยอัตโนมัติ บนแท็บ ส่ง

16. นี่คือบัตรของฉัน

การที่จะตรวจสอบว่าบุคคลอื่นมีรายละเอียดการติดต่อที่ครบถ้วนของคุณหรือไม่ สามารถทำได้ง่ายๆ ด้วย Outlook Express นามบัตรจะถ่ายข้อมูลส่วนตัวของคุณทั้งหมดจากสมุดรายชื่อ และเก็บไว้ในรูปแบบ vCard ซึ่งสามารถใช้ได้กับระบบปฏิบัติการหลายชนิด

ก่อนอื่น สร้างรายการสำหรับตัวคุณเองในสมุดรายชื่อ โดยการเลือกแฟ้ม, ใหม่, ผู้ติดต่อ เมื่อทำเสร็จแล้ว กลับไปยังแฟ้มและดึงลงไปที่ส่งออก ก่อนที่จะคลิกนามบัตร (vCard) เลือกตำแหน่งเพื่อเก็บบัตร และคลิก บันทึก ในครั้งต่อไปที่คุณสร้างข้อความใหม่ เลือก นามบัตรของฉัน จากเมนู แทรก เพื่อแนบบัตร

17. ส่งข้อความขนาดใหญ่ด้วย OE

เพื่อให้ปริมาณของการสื่อสารบนอินเทอร์เน็ตเคลื่อนตัวได้อย่างรวดเร็ว เมลเซิร์ฟเวอร์หลายตัวจะกำหนดขีดจำกัดขนาดของข้อความที่คุณสามารถส่งหรือรับ ได้ โดยปกติจะส่งแฟ้มที่มีขนาดเกิน 1Mb ไม่ได้ Outlook Express สามารถแบ่งข้อความขนาดใหญ่ออกเป็นส่วนที่สามารถจัดการได้ ซึ่งจะถูกรวมกลับเข้าด้วยกัน เมื่อข้อความมาถึงกล่องขาเข้าของผู้ติดต่อของคุณ

ไปที่บัญชี ภายใต้เมนู เครื่องมือ จากแท็บ จดหมาย คลิก คุณสมบัติ สลับไปที่แท็บ ขั้นสูง แล้วกาเครื่องหมายในกล่อง แบ่งข้อความที่มีขนาดใหญ่กว่า x KB ตรวจดูให้แน่ใจว่าคุณใส่ขนาดแฟ้มสูงสุดที่เซิร์ฟเวอร์ของคุณจะอนุญาต

18. แบ่งปันรายชื่อผู้ติดต่อระหว่างข้อมูลประจำตัวของคุณที่แตกต่างกัน

อาจมีผู้ใช้คอมพิวเตอร์ของคุณมากกว่าหนึ่งคน แต่ต้องการใช้สมุดรายชื่อทั่วไปร่วมกัน ไม่มีปัญหา กดปุ่ม ที่อยู่ บนแถบเครื่องมือหลัก เพื่อเปิดหน้าต่างสมุดรายชื่อ แล้วเลือกผู้ติดต่อที่คุณต้องการใช้ร่วมกัน เน้นที่ชื่อ และลากชื่อนั้นไปยังโฟลเดอร์ Shared Contact ตอนนี้ ไม่ว่าใครก็ตามที่ใช้ Outlook Express ก็จะมองเห็นผู้ติดต่อรายนี้ได้ โดยการไปที่โฟลเดอร์ Shared Contact ในหน้าต่างสมุดรายชื่อ

โปรดจำไว้ว่าการลากผู้ติดต่อจากสมุดรายชื่อของคุณเองมาที่โฟลเดอร์ Shared Contact จะเป็นการลบรายชื่อนั้นออกจากรายชื่อเดิมของคุณ เพื่อเก็บผู้ติดต่อไว้ในสมุดรายชื่อของคุณ ให้สร้างสำเนารายละเอียดผู้ติดต่อ แล้วลากสำเนานั้นลงในโฟลเดอร์ Shared แทนที่จะใช้ต้นฉบับ

19. อ่านกลุ่มข่าวสารแบบออฟไลน์

เพื่อช่วยคุณประหยัดค่าโทรศัพท์ได้อย่างมหาศาล ตั้งค่า Outlook Express ให้ดาวน์โหลดข้อความหรือพาดหัวข่าวของกลุ่มข่าวสารเพื่ออ่านแบบออฟไลน์ ในหน้าต่างโฟลเดอร์ เลือกกลุ่มข่าวสาร และภายใต้เมนู เครื่องมือ ให้เลือก ซิงโครไนซ์กลุ่มข่าวสาร การทำเช่นนี้จะทำให้คุณมีตัวเลือกในการดาวน์โหลข้อความทั้งหมด เมื่อใช้งานออนไลน์, ข้อความใหม่ เพื่อเลือกการโพสต์ที่ปรากฏบนกลุ่มข่าวสารตั้งแต่ที่คุณเข้าสู่ระบบครั้ง หลังสุด หรือเฉพาะส่วนหัว เพื่อเลือกเฉพาะหัวเรื่อง ผู้เขียนและขนาดข้อความ

ถ้าคุณเลือกตัวเลือกสุดท้ายและพบข้อความที่คุณต้องการอ่าน ครั้งต่อไปที่คุณออนไลน์ ให้เน้นชื่อเรื่องของข้อความ คลิกขวา แล้วเลือก ดาวน์โหลดภายหลัง ลูกศรสีน้ำเงินจะปรากฏขึ้นข้างๆ การโพสต์นั้น เพื่อระบุว่าข้อความทั้งหมดจะถูกดาวน์โหลดเมื่อคุณออนไลน์ครั้งต่อไป

20. ล้างกลุ่มข่าวสาร

เมื่อคุณสมัครใช้งานกลุ่มข่าวสารที่น่าสนใจ ในไม่ช้าไดเรกทอรีของคุณอาจเต็มไปด้วยข้อความที่ไม่ต้องการ เอกสารแนบที่ไม่ต้องการ หรือแม้แต่การโพสต์ที่เสียหายที่จะกินเนื้อที่ฮาร์ดไดรฟ์อันมีค่าของคุณ

เพื่อจัดระเบียบให้เรียบร้อย ให้ไปที่เมนู เครื่องมือ แล้วเลือก ตัวเลือก ในหน้าต่างตัวเลือก คลิกแท็บ การบำรุงรักษา และเลือก ล้างเดี๋ยวนี้ ตรวจดูให้แน่ใจว่าคุณได้เน้นกลุ่มข่าวสารที่คุณต้องการเรียงลำดับในหน้าต่าง ข้อมูลแฟ้ม และคลิก กระชับข้อมูล เพื่อล้างพื้นที่ที่สูญเปล่าในไดเรกทอรี คุณยังสามารถลบเนื้อหาข้อความทั้งหมดได้ด้วยปุ่ม เอาข้อความออก หรือล้างข้อความและส่วนหัวทั้งหมดออกโดยกดปุ่ม ลบ

การปรับแต่ง Outlook Express 5.0 เอง

 

ไม่มีสิ่งใดถูกกำหนดแน่นอนตายตัว แล้วเหตุใดจึงไม่ปรับแต่งหน้าต่าง Outlook Express เอง

1. หน้าต่าง Outlook Express สามารถปรับแต่งให้เหมาะกับความต้องการของคุณได้ทั้งหมด

อยากดูแถบเครื่องมือ แต่ไม่อยากที่จะกังวลว่ามีหน้าต่างโฟลเดอร์ที่เปิดตลอดเวลา ไม่มีปัญหา เลือกเมนู มุมมอง และจากนั้นไปที่ ตัวเลือก ในหน้าต่างตัวเลือก ให้เน้นหน้าต่างย่อยของ Outlook Express ในจำนวนเท่าที่ต้องการ แล้วกด ตกลง หน้าต่าง Outlook Express จะจัดเรียงเองเพื่อรวมตัวเลือกใหม่ของคุณ

2. บานหน้าต่างแสดงตัวอย่างให้คุณสามารถดูเนื้อหาของข้อความได้ โดยไม่ต้องเปิดในหน้าต่างแยกต่างหาก ไปที่เมนู มุมมอง และเลือก เค้าโครง ในพื้นที่ของบานหน้าต่างแสดงตัวอย่าง เลือกว่าคุณต้องการวางตำแหน่งการแสดงตัวอย่างไว้ข้างๆ หรือข้างใต้กล่องข้อความ และคุณต้องการให้บานหน้าต่างแสดงรายละเอียดการติดต่อของอีเมลหรือไม่ คลิก ตกลง ตอนนี้ เพียงแค่คลิกบนส่วนหัวข้อของข้อความ ก็จะเปิดเนื้อหาขึ้นในบานหน้าต่างทันที อีกวิธีหนึ่งคือ คุณสามารถยังคงเปิดในหน้าต่างของตัวเอง โดยการคลิกสองครั้งที่อีเมล

3. เมื่อต้องการปรับแต่งแถบเครื่องมือ ให้ดึงเมนู มุมมอง ลงมาไปที่ เค้าโครง และกด ปรับแต่งแถบเครื่องมือ เลือกจากตัวเลือกข้อความว่าคุณต้องการแสดงคำอธิบายไอคอนข้างใต้หรือข้างๆ รูป หรือว่าต้องการแสดงเฉพาะไอคอน เพิ่มปุ่มโดยการเลือกกิจกรรมจากรายการปุ่มแถบเครื่องมือ ที่ใช้งานได้ แล้วกด เพิ่ม ลำดับที่ไอคอนปรากฏขึ้นสามารถเปลี่ยนแปลงได้โดยการเน้นปุ่มในรายการปุ่มแถบ เครื่องมือปัจจุบัน แล้วคลิก เลื่อนขึ้นหรือเลื่อนลง

4. หน้าต่างข้อความจะจัดเรียงอีเมลที่มีหมายเลขของคอลัมน์ เช่น หัวเรื่อง วันที่ และชื่อผู้ส่ง ซึ่งสามารถเปลี่ยนได้โดยเลือก มุมมอง คอลัมน์ ขณะอยู่ในหน้าต่างข้อความ แล้วกากล่องเครื่องหมายที่อยู่ถัดจากชื่อคอลัมน์ที่คุณต้องการ คุณสามารถเอาคอลัมน์ออก โดยการชี้ไปที่คอลัมน์นั้น และเลือก ซ่อน คุณสามารถเปลี่ยนความกว้างของแต่ละคอลัมน์ได้ด้วยการเน้นที่ชื่อคอลัมน์ แล้วเปลี่ยนตัวเลขในกล่องพิกเซล

5. เมื่อคุณได้คอลัมน์ในลักษณะที่คุณต้องการแล้ว คุณสามารถเปลี่ยนการเรียงลำดับที่แสดงจดหมายขาเข้าของคุณได้ ส่วนใหญ่คุณจะต้องการให้เรียงตามวันที่ เพื่อที่ข้อความล่าสุดจะอยู่ด้านบนสุดของรายการ แต่บางครั้งก็สะดวกที่จะค้นหาบางข้อความโดยการเรียงลำดับกล่องขาเข้าตามผู้ ส่ง เป็นต้น เลือกมุมมอง, เรียงลำดับ และเน้นคอลัมน์ที่คุณต้องการให้ Outlook Express เรียงลำดับข้อความ นอกจากนี้ คุณยังสามารถสลับระหว่างมุมมองได้โดยการคลิกที่ส่วนหัวของคอลัมน์ในหน้าต่าง ข้อความ

6. เปลี่ยนแบบอักษรที่ใช้แสดงข้อความโดยการเลื่อนเมนู เครื่องมือ ลงไปที่ ตัวเลือก แล้วเลือกแท็บ อ่าน ซึ่งคุณสามารถเปลี่ยนชนิดและขนาดของแบบอักษร ตลอดจนการเข้ารหัสของภูมิภาค ซึ่งมีความสำคัญ หากคุณต้องการส่งหรือรับข้อความในภาษาต่างประเทศที่ใช้อักขระต่างจากภาษา อังกฤษ หากต้องการเปลี่ยนแบบอักษรเริ่มต้นของข้อความขาออกทั้งหมด ไปที่หน้าต่าง ตัวเลือก อีกครั้ง แต่ในครั้งนี้ให้เลือกแท็บ เขียน แล้วเลือก แบบอักษร

รักษาให้สะอาด

 

อีเมลขยะเป็นสิ่งที่น่ารำคาญที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อไม่เหมาะสมสำหรับกลุ่มครอบครัว ให้ Outlook Express กรองสิ่งสกปรกเหล่านั้นออกโดยอัตโนมัติ

1. ภายใต้เมนู เครื่องมือ เลือก กฎข้อความ, จดหมาย ในกล่อง เลือกเงื่อนไขสำหรับกฎของคุณ เลือกตัวเลือก ที่หัวเรื่องประกอบด้วยคำที่ระบุ ในกล่อง คำอธิบายกฎ คุณจะเห็นไฮเปอร์ลิงก์ที่เขียนว่า ประกอบด้วยคำที่ระบุ ปรากฏขึ้น คลิกที่นี่เพื่อเปิดกล่องคำที่ระบุ

2. ในกล่อง คำที่ระบุ พิมพ์คำที่คุณต้องการให้ Outlook Express พบ แล้วกด เพิ่ม ทำซ้ำขั้นตอนนนี้กับคำอื่นๆ มากเท่าใดก็ได้ที่คุณต้องการรวมเข้าไป กดตัวเลือก เพื่อบอกโปรแกรมว่าให้ใช้กฎนี้ เมื่อข้อความมีคำใดๆ หรือทุกคำ กดตกลง เมื่อพร้อมแล้ว

3. เลือก ลบออกจากเซิร์ฟเวอร์ จากตัวเลือก เลือกการดำเนินการสำหรับกฎของคุณ และตรวจดูให้แน่ใจว่าคุณได้ตั้งชื่อกฎแล้ว คลิก ตกลง และ Outlook Express จะเปิดกล่องควบคุมกฎข้อความขึ้นมา คลิกปุ่ม นำไปใช้ตอนนี้ และจะไม่มีข้อความที่มีคำศัพท์ที่ไม่พึงปรารถนาจะเข้ามาในกล่องจดหมายของคุณ เมื่อต้องการเปลี่ยนแปลงกฎ เพียงแค่กลับไปยังหน้าต่างกฎข้อความ และเลือก ปรับเปลี่ยน

Power Point

Power Point คืออะไร
         PowerPoint เป็นโปรเเกรมในการนําเสอนได้ในหลายรูปเเบบ  ไม่ว่าจะเป็นนําเสนอ เเบบเป็นอักษร ภาพ หรือเสียง โดยตัวโปรเเกรมนั้นสามารถนําสือเหล่านี้มาผสมผานได้ อย่าบงลงตัวเเละมีประสิทธิภาพมากที่สุด
    
ลักษณะการของโปรเเกรม Power Point
     การทํางานในรูปของภาพนิ่ง (slide) คือเเผ่นเอกสารเดี่ยว ๆ ที่เเสดงสิ่งต่าง ๆ ตัวอักษร กราฟตาราง รูปภาพ หรืออื่นๆ เเละสามารถเเสดงไลด์ลงบนแผ่นกระดาษหรือเครืองฉานข้ามศรีษ   หรือหน้าจอคอมพิวเตอร์  หรือเครื่องฉาย       

History

Originally designed for the Macintosh computer, the initial release was called “Presenter”, developed by Dennis Austin[not in citation given] and Thomas Rudkin[not in citation given] of Forethought, Inc.[1] In 1987, it was renamed to “PowerPoint” due to problems with trademarks, the idea for the name coming from Robert Gaskins.[2] In August of the same year, Forethought was bought by Microsoft for $14 million USD ($28.3 million in present-day terms[3]), and became Microsoft’s Graphics Business Unit, which continued to develop the software further. PowerPoint was officially launched on May 22, 1990, the same day that Microsoft released Windows 3.0.

PowerPoint introduced many new changes with the release of PowerPoint 97. Prior to PowerPoint 97, presentations were linear, always proceeding from one slide to the next. PowerPoint 97 incorporated the Visual Basic for Applications (VBA) language, underlying all macro generation in Office 97, which allowed users to invoke pre-defined transitions and effects in a non-linear movie-like style without having to learn programming.

PowerPoint 2000 (and the rest of the Office 2000 suite) introduced a clipboard that could hold multiple objects at once. Another change was that the Office Assistant was changed to be less intrusive.[4]

As of 2012, various versions of PowerPoint claim ~95% of the presentation software market share, with installations on at least 1 billion computers. Among presenters world-wide, this program is used at an estimated frequency of 350 times per second.[5]

อินเทอร์เน็ต

อินเทอร์เน็ต (อังกฤษ: Internet) หมายถึง เครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาด ใหญ่ ที่มีการเชื่อมต่อระหว่างเครือข่ายหลายๆ เครือข่ายทั่วโลก โดยใช้ภาษาที่ใช้สื่อสารกันระหว่างคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่า โพรโทคอล (Protocol) ผู้ใช้เครือข่ายนี้สามารถสื่อสารถึงกันได้ในหลายๆ ทาง อาทิเช่น อีเมล เว็บบอร์ด และสามารถสืบค้นข้อมูลและข่าวสารต่างๆ รวมทั้งคัดลอกแฟ้มข้อมูลและโปรแกรมมาใช้ได้

ที่มา

อินเทอร์เน็ตเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1969 (พ.ศ. 2512) จากการเกิดเครือข่าย ARPANET (Advanced Research Projects Agency NETwork) ซึ่งเป็นเครือข่ายสำนักงานโครงการวิจัยชั้นสูงของกระทรวงกลาโหม ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีวัตถุประสงค์หลักของการสร้างเครือข่ายคือ เพื่อให้คอมพิวเตอร์สามารถเชื่อมต่อ และมีปฏิสัมพันธ์กันได้ เครือข่าย ARPANET ถือเป็นเครือข่ายเริ่มแรก ซึ่งต่อมาได้ถูกพัฒนาให้เป็นเครือข่าย อินเทอร์เน็ตในปัจจุบัน

การประยุกต์ใช้งานอินเทอร์เน็ต

การประยุกต์ใช้อินเทอร์เน็ตในปัจจุบันทำได้หลากหลาย อาทิเช่น ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ อีเมล (e-Mail) , สนทนา (Chat), อ่านหรือแสดงความคิดเห็นในเว็บบอร์ด, การติดตามข่าวสาร, การสืบค้นข้อมูล / การค้นหาข้อมูล, การชม หรือซื้อสินค้าออนไลน์ , การดาวโหลด เกม เพลง ไฟล์ข้อมูล ฯลฯ, การติดตามข้อมูล ภาพยนตร์ รายการบันเทิงต่างๆ ออนไลน์, การเล่นเกมคอมพิวเตอร์ออนไลน์, การเรียนรู้ออนไลน์ (e-Learning), การประชุมทางไกลผ่านอินเทอร์เน็ต (Video Conference), โทรศัพท์ผ่านอินเทอร์เน็ต (VoIP), การอับโหลดข้อมูล หรือ อื่นๆ

แนวโน้มล่าสุดของการใช้อินเทอร์เน็ตคือการใช้อินเทอร์เน็ตเป็นแหล่งพบปะสังสรรค์เพื่อสร้างเครือข่ายสังคม ซึ่งพบว่าปัจจุบันเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมดังกล่าวกำลังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายเช่น เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ไฮไฟฟ์ และการใช้เริ่มมีการแพร่ขยายเข้าไปสู่การใช้อินเทอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์มือถือ (Mobile Internet) มากขึ้น เนื่องจากเทคโนโลยีปัจจุบันสนับสนุนให้การเข้าถึงเครือข่ายผ่านโทรศัพท์มือ ถือทำได้ง่ายขึ้นมาก

จำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วโลก

ไฟล์:Worldint2008pie.png
สัดส่วนการผู้ใช้อินเทอร์เน็ตแยกตามทวีป, ที่มา: http://www.internetworldstats.com/stats.htm

ปัจจุบัน จำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วโลกโดยประมาณ 2.095 พันล้านคน หรือ 30.2 % ของประชากรทั่วโลก (ข้อมูล ณ เดือน มีนาคม 2554) โดยเมื่อเปรียบเทียบในทวีปต่างๆ พบว่าทวีปที่มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมากที่สุดคือ เอเชีย โดยคิดเป็น 44.0 % ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั้งหมด และประเทศที่มีประชากรผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมากที่สุดคือประเทศจีน คิดเป็นจำนวน 384 ล้านคน

หากเปรียบเทียบจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตกับจำนวนประชากรรวม พบว่าทวีปอเมริกาเหนือมีสัดส่วนผู้ใช้ต่อประชากรสูงที่สุดคือ 78.3 % รองลงมาได้แก่ ทวีปออสเตรเลีย 60.1 % และ ทวีปยุโรป คิดเป็น 58.3 % ตามลำดับ

อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย

อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยเริ่มขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2530 โดยการเชื่อมต่อมินิคอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) ไปยังมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย แต่ในครั้งนั้นยังเป็นการ เชื่อมต่อโดยผ่านสายโทรศัพท์ ซึ่งสามารถส่งข้อมูลได้ช้าและไม่เป็นการถาวร จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2535 ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) ได้ทำการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์กับมหาวิทยาลัย 6 แห่ง ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ(NECTEC), มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เข้าด้วยกันเรียกว่า “เครือข่ายไทยสาร”

การให้บริการอินเทอร์เน็ตในประเทศไทยได้เริ่มต้นขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อ เดือน มีนาคม พ.ศ. 2538 โดยความร่วมมือของรัฐวิสาหกิจ 3 แห่ง คือ การสื่อสารแห่งประเทศไทย องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย และสำนักงานส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยให้บริการในนาม บริษัท อินเทอร์เน็ต ประเทศไทย (Internet Thailand) เป็นผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตเชิงพาณิชย์รายแรกของประเทศไทย [1]

จำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย

จำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงดังนี้ ปี 2534 (30คน) ปี 2535 (200 คน) ปี 2536 (8,000 คน) ปี 2537 (23,000 คน) … ข้อมูลล่าสุดของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2551 จากจำนวนประชากรอายุ 6 ปีขึ้นไปประมาณ 59.97 ล้านคน พบว่า มีผู้ใช้คอมพิวเตอร์ 16.99 ล้านคน คิดเป็น ร้อยละ 28.2 และมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ต 10.96 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 18.2 [2]